Pricing Table Particle

Quickly drive clicks-and-mortar catalysts for change
  • Basic
  • Standard Compliant Channels
  • $50
  • Completely synergize resource taxing relationships via premier market
  • 1 GB of space
  • Support at $25/hour
  • Sign Up
  • Premium
  • Standard Compliant Channels
  • $100
  • Completely synergize resource taxing relationships via premier market
  • 10 GB of space
  • Support at $15/hour
  • Sign Up
  • Platinum
  • Standard Compliant Channels
  • $250
  • Completely synergize resource taxing relationships via premier market
  • 30 GB of space
  • Support at $5/hour
  • Sign Up
ฉนวนป้องกันความร้อนมีกี่ชนิดและติดตั้งที่ส่วนใดของห้อง?
ปัจจุบันมีฉนวนป้องกันความร้อนชนิดต่าง ๆ อยู่หลายชนิดซึ่งเหมาะกับงานที่อุณหภูมิต่าง ๆ กัน

โฟม PU (โพลียูรีเทน)
ทนความร้อนได้ 100 องศาเซลเซียสสูงสุด เป็นของเหลวบรรจุในถัง ในต่างประเทศจะใช้ฉีดเข้าระหว่างฝาผนังบ้าน ซึ่งก่ออิฐสองชั้น
ในประเทศไทยไม่นิยมทำกันเพราะราคาแพง เรามักจะพบฉนวนชนิดโฟมฉีดในเครื่องใช้ภายในบ้านคือ ใช้ฉีดเข้าไปโดยรอบผนังตู้เย็น หรือกระติกน้ำแข็ง  
นอกจากจะใช้เครื่องใช้ภายในบ้านแล้ว  PU หรือ Polyurethane  ยังสามารภผลิตเป็นแผ่นฉนวนสำเร็จรูป (Sandwich Panel) หรือที่มักจะเรียกกันว่า ผนังไอโซวอลล์ (ISOWALL
เนื่องจากมีคุณสมบัติในการเก็บรักษาความเย็นได้ดี  จึงเป็นที่นิยมใช้ในการกั้นห้องเป็นห้องเย็น (Cold room) ได้เป็นอย่างดี
 
โฟม PS (โพลีสไตลีน) ทนอุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียสสูงสุด หรือที่เห็นกันทั่วไปจะเป็นแผ่นสีขาว น้ำหนักเบา มีความหนาต่าง ๆ กัน
ถึงแม้ว่าฉนวนชนิดนี้จะมีความต้านทานความร้อนดีกว่า (ค่า k ต่ำ) ฉนวนใยแก้วก็ตามแต่ไม่เหมาะที่จะนำมาเป็นฉนวนในบ้านอยู่อาศัย
เพราะเป็นฉนวนที่เสื่อมสภาพได้ง่าย ติดไฟ และหากติดไฟจะเกิดก๊าซพิษ
 
ฉนวนใยแก้ว  ทนความร้อนได้ไม่น้อยกว่า 250 องศาเซลเซีบส ใช้บุใต้หลังคา ควรมีความหนาไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว และมีบุผิวด้วยแผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ทั้ง 2 ด้าน
 
ประเภทและคุณสมบัติฉนวนกันความร้อน - ความเย็น 
     เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อนชื้น ฤดูร้อนจะร้อนมาก ในแต่ละวันคุณต้องสูญเสียพลังงานไปกับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในที่อยู่อาศัย
ทั้งพัดลม เครื่องปรับอากาศหรือแอร์ และอื่นๆ วัสดุประเภทฉนวนกันความร้อนจึงเป็นวิถีทางหนึ่งในการลดความสูญเสียพลังงานที่ใช้
และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานให้คุ้มค่ามากที่สุด ฉนวนกันความร้อนคือคําตอบในเรื่องนี้ เพื่อช่วยลดการสูญเสียความร้อนและรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่ต้องการได้
โดยมีคุณสมบัติของฉนวนกันความร้อนแต่ละชนิด
 
 ประเภทฉนวน คุณสมบัติ  ข้อดี  ข้อเสีย
 1) วัสดุฉนวนอลูมิเนียมฟอยล์ มีค่าการแผ่รังสีความร้อน (Emissivity)ของผิวอลูมิเนียมต่ำ  มีคุณสมบัติในการสะท้อนความร้อนสูง  ทนความชื้นได้ดี ไม่ติดไฟและไม่ลามไฟ ไม่ฉีกขาดง่าย ขาดคุณสมบัติในการป้องกันเสียง
 2) วัสดุฉนวนแบบโฟม เช่น โฟม PS หรือ PU เป็นฉนวนที่กันความร้อน / เก็บความเย็นได้ดี  มีคุณสมบัติในการนําความร้อนต่ำ รองรับน้ําหนักกดทับได้ดี มีคุณสมบัติด้านการเก็บเสียงที่ดี  เกิดก๊าซพิษเมื่อถูกไฟไหม้ 
 3) วัสดุฉนวนใยแก้ว ทํามาจากแก้วหรือเศษแก้วนํามาหลอมและเป็นเป็นเส้นใยละเอียดนํามาอัดรวมกัน คุณสมบัติในการนําความร้อนต่ำ มีคุณสมบัติด้านเสียงที่ดี เส้นใยก่อให้เกิดการระคายเคือง ไม่เหมาะกับการใช้งานที่เปิดโล่งโดยไม่มีอะไรปกคลุม
 4) วัสดุฉนวนใยหิน
    (Mineral Wool)
เป็นเส้นใยจากธรรมชาติ มีสารประกอบของแอสเบสตอส (Asbestos) ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ  มีคุณสมบัติในการกันความร้อนและดูดซับเสียงที่ดี ทนไฟ ไม่ทนทานต่อความเปียกชื้น
 5) เซลลูโลส
     (Cellulose)
เป็นวัสดุ Recycle ผสมเคมี เพื่อช่วยให้เกิดการยึดติด มีค่าการกันความร้อนและเสียงที่ดี ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ทนต่อน้ำและความชื้น มีโอกาสหลุดล่อนได้ 
 6) แคลเซียมซิลิเกต
    (Calcium Silicate) 
เป็นผงอัดเป็นแผ่นสําเร็จ สามารถตัดต่อเหมือนแผ่นยิบซั่ม แต่มีคุณสมบัติในการต้านทานความร้อน ทาสีทับได้ ทนไฟ มีน้ำหนักมาก ไม่ทนต่อความชื้น
 7) เวอร์มิคูไลท์
    (Vermiculite) 
ทําจากแร่ไมก้า มีลักษณะเป็นเกร็ด คล้ายกระจก เป็นผงนําไปผสมกันซีเมนต์ หรือทรายจะได้คอนกรีตที่มีค่าการนําความร้อนต่ำ สามารถหล่อเป็นรูปร่างต่างๆ ได้ ทนไฟ มีน้ำหนักมาก
 8) เซรามิคโค้ดติ้ง
    (Ceramic Coating)
เป็นสีเเซรามิคลักษณะของเหลวใช้ทาหรือพ่น ช่วยสะท้อนความร้อนได้ดี   ติดตั้งง่าย มีคุณสมบัติช่วยป้องกันความร้อนที่ผิวอาคารโดยตรง อายุการใช้งานต่ำ เนื่องจากสภาวะอากาศ การติดตั้งอาศัยเทคนิคความชํานาญสูง
   
     หลักเกณฑ์ง่ายๆ ในการพิจารณาเลือกใช้วัสดุฉนวนกันความร้อน คือความสามารถในการป้องกันความร้อน (R-Value) ช่วงอุณหภูมิการใช้งาน
การเปลี่ยนรูปร่างเมื่อได้รับความร้อน การกันน้ําและความชื้น การทนต่อแมลงและเชื้อรา ความปลอดภัยต่อสุขภาพ การเสื่อมสภาพ และการบํารุงรักษา
ซึ่งต้องเลือกให้เข้ากับลักษณะ และประเภทของการใช้งาน เพียงเท่านี้ก็ทําให้คุณสามารถเลือก วัสดุฉนวนกันความร้อนที่เหมาะสม และสามารถ
ช่วยประหยัดพลังงานภายในที่อยู่อาศัยของคุณได้